Profilo di Mongkol~‘•’~ A ThouSand PaPer ~...FotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
~‘•’~ A ThouSand PaPer ~‘•’~ บันทึก 1000 หน้า27 giugno พึ่งรู้สึกว่าการที่คนไม่เชื่อเรา รู้สึกไม่ดีอย่างนี้เอง-= ปกติจะชอบทำอะไรที่ไม่ให้ใครเชื่อเราอยู่แล้ว ชอบอำคน ชอบพูดเรื่อยเปื่อย =- แต่เมื่อวันศุกร์ตอนกลางคืนฝันถึง "เธอ" คนนั้น
"เธอ" คนที่ไม่ได้โทรคุยมานานแล้ว
"เธอ" คนที่ออน MSN บ่อย แต่เราไม่ค่อยได้คุยกัน
"เธอ" คนที่เคยพูดคุยกันด้วยสักระยะหนึ่ง
"เธอ" คนที่เคยพูดประโยคบ้างประโยค ที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน
"เธอ" คนที่ทำให้ไม่กล้าคุยหลังจากที่ได้ยินประโยคนั้น
ตื่นมาแล้วยังจำความฝันได้ ซึ่งปรกติจะเป็นคนไม่ฝัน และจะจำความฝันแทบไม่ได้เลย
วันเสาร์ตื่นมาก็นั่งอมยิ้มคิดถึง คิดในใจว่าวันนี้จะโทรหา
สายๆ ก็โทรไป "หมายเลขเลยที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้" เสียงเทปดังมาจากอีกฝั่ง
"อือ ปิดเครื่องมั้ง" ผมคิดในใจ
จากนั้นก็โทรอีกกี่ครั้งตอนนี้จำไม่ได้ โทรมาจนวันจันทร์ ก็ยังติดต่อไม่ได้
"ปกติออนเอ็มนี่หว่า แล้วทำไมไม่ออนมาสองวันแล้ว"
ปกติเป็นคนเปิดคอมเสร็จก็ออนเอ็มแต่จะไม่ค่อยดูว่ามีใครอยู่ไหม ออนทิ้งไว้ว่างั้น
แต่รอบนี้เปิดมาต้องดูว่า "เธอ" คนนั้นออนหรือเปล่า อยากคุยด้วยสักนิด
แม้ในใจจะคิดว่า ถ้าเราบอกว่า "คิดถึง" ไป "เธอ" คงตอบว่า "ไม่เชื่อ"
จนมาถึงวันนี้(คืนวันจันทร์) ก็ออนเอ็มไว้ตามปกติ แล้วไปดูบอล
บอลจบกลับมา "เธอ" คนนั้นทักมา (คิดว่าทักมาเนื่องจาก เมื่อวันเสาร์อัพ MSN 8.0 ทำให้สามารถฝากข้อความให้คนที่ออฟไลน์ได้ เลยฝากข้อความไว้)
ก็คุยกันได้สักพัก ผมเลยพิมพ์ว่า
"คิดถึง"
ก็เป็นตามคาด "เธอ" ตอบว่า
"อย่าโม้เลย"
แต่ที่ผมไม่ได้คาดไว้คือ ผมไม่คิดว่าคำพูดอะไรทำนองนี้จะทำให้รู้สึกอะไรได้
แต่ผมก็รู้สึกเสียใจ (ไม่ได้เสียใจมากนัก ก็แค่รู้สึกไม่ดี)
"วันเกิดเราก็จำไม่ได้"
เฮ้อ!!! เรื่องวันเกิด พูดไปก็เหมือนแก้ตัว แต่ผมจะบอกกับทุกคนไว้ว่า "ผมจำวันเกิดใครไม่ได้หรอก" ยกเว้นคนในครอบครัวและอีกไม่กี่คนจิงๆ
วันเกิดเท่าที่รู้จักคนหลายคน วันนี้ดูเหมือนเป็นวันสำคัญมากสำหรับคนนั้น แต่สำหรับผมวันเกิดนั้นไม่ค่อยจะต่างอะไรกับวันอื่นๆ ออกจะแย่กว่าด้วยซ้ำ ในหลายปีที่ผ่านมา
วันนี้ก็เลยมานั่งพิมพ์สเปสสักหน่อย ด้วยใจที่หวังว่า "เธอ" คนนั้นอาจจะหลงเข้ามาอ่าน และผมอยากจะบอกว่า
-= คิดถึงจิงๆ =-
ไม่ได้โม้อย่างที่เธอว่า
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หรือว่าผมไม่ควรใช้คำว่า "คิดถึง" แล้วสมควรจะใช้คำว่าอะไร? 11 aprile Another day in Paradise(Phuket)พึ่งกลับมาจากภูเก็ต ตัวดำเลย..........
กำหนดการเดินทางวันที่ 4-9 เมษายน แต่ติดเช้งเม้งวันที่ 5 เลยต้องตามไปทีหลังอดเที่ยวไปหนึ่งวัน
5 เม.ย. 2549
ไปขึ้นรถที่สายใต้ตอนห้าโมงเย็น ขึ้นไปเจอที่นั่งพิเศษสุด หน้าห้องน้ำ กลิ่นก็สุดจะบรรยาย เศร้าไปเลย
นั่งหลับๆ ตื่นๆ คุยๆ ไปเรื่อยๆ ถึงภูเก็ตก็ 6 โมงเช้าแล้ว เดินลงมาปวดเข่าฉิบเลย
6 เม.ย. 2549
โปรแกรมวันนี้นั่งเรือส่วนตัวไปเกาะไข่ ตอนแรกก็นึกๆ ว่าเรือส่วนตัวคงเป็นแบบในหนังหรูๆ ก็นั่งรถไปพอเห็นที่จอดเรือเท่านั้นแหละ โอ้แม่เจ้า เมืองไทยจริงหรอนี่ มีแต่เรือแบบในนั่งจอดกับพรึ่บ ดูแล้วสวยมากๆ ไม่คิดว่าในไทยจะมีที่แบบนี้ พอขึ้นเรือได้ก็คุยกับกัปตันว่าเรือที่คุณๆ เยียบอยู่น่ะราคา 30 ล้าน !!!!! ค่าเดินทางทีล่ะ 50000 บาท!!!!! รับแขกเฉพาะแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้นด้วย โอ้ ได้เดินทางหรูๆ ระหว่างการเดินทางก็คุยกันเรื่อยๆ
ในที่สุดก็พึงเกาะไข่เวลาประมาณสายๆ จำไม่ได้ว่ากี่โมงล่ะแต่แดดเปรี้ยงมากๆ ก็นั่งเรือเล็กลงเกาะไป ในใสจริงๆ เลย มีปลาตัวเล็กๆ เต็มเลยเอาขนมปังไปด้วยเอาไปให้อาหารปลา ปลาก็มาตอดมือ สนุกๆ แต่ทำไมตอนมันไปตอนขานี้อย่างเจ็บเลย ก็ออกไปดำดูประการังเรื่อยๆ กับเพื่อนๆ มีคนว่ายน้ำไม่เป็นด้วยแต่ก็พาออกไปดำน้ำจนได้ ตอนเที่ยงก็ขึ้นไปกินอาหารบนเรือ 30 ล้าน มีพ่อครัวขึ้นมาทำอาหารให้เลย พอกินเสร็จกัปตันบอกว่าเห็นปลานีโม่ยัง ในกลุ่มไม่มีใครเห็นเลย ส่วนตัวก็อยากเห็นตัวเป็นๆ เหมือนกัน กัปตันเลยบอกให้คนเรือพาไปตรงที่มีนีโม่ ก็ออกกันไปอีกรอบ ก็ดำหานีโม่อยู่สักพัก เจออยู่สองตัว -_-!! ก็พยายามดำหา ผมก็เลยดำออกไปจากกลุ่มเพื่อหานีโม่ให้เจอก็ออกมาใกล้พอสมควร ระหว่างหาก็เห็นปลาตัวใหญ่ๆ มีครีบหลัง ครีบข้าง และหางมันแหลมๆ ในสมองประมวลผลเสร็จว่า ไอ้ปลาตัวนี่เรียกว่า "ฉลาม" นี่หว่า รีบเงยหน้าขึ้นมาในทันที พร้อมตะโกนบอกเพื่อนๆ เพื่อนๆ ก็มารวมๆ กลุ่มกันด้วยความกลัวมั้ง!!! ว่าจะทำไงดี ก็กะว่าจะว่ายเข้าฝั่งแต่มันไกลชิบเลย แต่เห็นเรือที่มาส่งก็เลยเรียกให้มาช่วยหน่อย พอเรือมาให้เราแตะเท่านั้นทุกคนรีบเอาขาพาดไปบนเรือโดยให้แต่ตูดจุ่มน้ำเท่านั้น นึกแล้วัมนขำอ่ะ ทำกันไปได้ ปลานี่รีบขึ้นเรือก่อนคนอื่นเลย ผมอยู่หลังสุดพอทุกคนขึ้นเรือหมดเหลือผมคนเดียวมันรู้สึกเสียววูบเลย ว่าฉลามมันไม่ต้องเลือกแล้วถ้ามันหิวก็เอาไอ้นี่แหละเหลืออยู่ตัวเดียว แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรกลับเรือได้อย่างปลอดภัย
7 เม.ย 2549
วันนี้มีโปรแกรมไปเที่ยวเกาะพีพี ไปดำน้ำกับเล่นหาด ดำน้ำวันนี้ก็ตื่นเต้นอีกแล้วพี่หลินแกทำแว่นดำน้ำตก อันล่ะ 800 บาท อืม น้ำแม่งก็ลึกชิบกลัวไม่กล้าดำอ่ะ แต่ไม่มีใครช่วยเลยต้องเรียกกิดมาดูให้หน่อย ถ้ากูดำไปแล้วหายไปก็ช่วย จัดงานให้กูหน่อยล่ะกัน ก็ดำไปลุกประมาณว่าเจ็บหูเลย ดันถึงอีกตอนแรกคิดว่าคงไม่ถึงสงสัยน้ำมันหลอกตาว่าน้ำลึก ประหยัดงบพี่หลินไปอีก 800 บาท (เลี้ยงข้าวผมด้วยนะ) จากนั้นก็ขึ้นเรือไปที่หาดยาว ไปถึงโอ้ หาดใสมากๆๆ เหยียบทรายไปนิ่มตีนชมัดเลย เสียอย่างเดียวแดดแรงฉิบก็เล่นน้ำกันไปจากนั้นก็กลับไปที่พัก วันนี้เปลี่ยนโรงแรมไปอยู่แถวหาดป่าตองแล้ว
ตอนเย็นก็ไปกินอาหารทะเล + เดินหาดป่าตอง + ซอยบางลา ในใจคิดว่ากูอยู่เมืองไทยแน่หรอเห็นแต่ฝรั่งหัวทองๆ ป้ายนี่หาภาษาไทยได้ยากมาก ไปดูกระเที่ยมเต้นรูดเสาเห็นแล้ว -_-!!!! โอ้ฝรั่งมันชอบแบบนี้หรอ กลับห้องไปกินน้ำเปลี่ยนนิสัย ไอ้คุณหมูก็จัดให้จัง มึนหัวมากๆ กว่าจะได้นอนก็ตีสี่ ก่อนกลับโดนพี่หลินชวนเพียวอีกต่างหาก ก็ดันไปเพียวกับพี่อีก กลับห้องหัวทิ่มหมอนหลับทันทีเลย
8.เม.ย. 2549 ตื่นมาด้วยความรู้สึก อยากอ้วกวะ นั่งกระอักกระอ่วนอยู่นานสองนาน ทรมานชิบเลย พี่คนที่กินเพียวด้วยเดินเข้ามาขย่มเตียงเล่นอีก(สบายใจนิ เห็นคนจะอ้วก) ก็เดินลงไปกินอาหารเช้า ดีนะที่วันนี้มีโปรแกรมเที่ยวตอนบ่าย ไม่งั้นตายแน่เลย ตอนบ่ายก็ไปภูเก็ตแฟนตาซี ไปกินบุฟเฟ่ดีๆ ได้นั่งที่นั่งที่ดีที่สุดในภูเก็ตแฟนตาซีด้วย พ่อ+แม่ คุณรวี จัดให้สบายจริงๆ ตอนกลับก็แวะซอยบางลาอีกแล้วไปดูกระเทยอีกครั้ง แต่รอบนี้ได้ไปดูบาร์เกย์ด้วย แต่เราไม่ค่อยได้ดูมัวแต่คุยโทรศัพท์อยู่วันนี้เหนือยๆ กลับถึงห้องอาบน้ำเสร็จหลับกันเร็วมากๆ ไม่มีใครอยากทำอะไรกันแล้วหลับกันทันที่
9 เม.ย. 2549
วันนี้ผิงกับพี่ผิงกลับก่อนอดเที่ยวไปหนึ่งวัน วันนี้ก็แวะซื้อของฝากดูหาดและไปแหลมพรหมเทพ ไปพิพิธภัณฑ์หอย หอยเยอะมากๆ สวยๆ ทั้งนั้นเลย แล้วก็ขึ้นรถทัวร์กลับ นั่งไปเจ็บเข่าอีกแล้ว ดีที่ปาล์มมาแลกทีก็สบายไป(ขอบใจหลายๆ เน้อ) นั่งไปแทบไม่ได้นอนคุยกับไอ้จ๊ะอยู่ได้นั่นแหละ สุดท้ายก็ลงที่มหาชัย จบทัวร์ครั้งนี้
==============================================================
งบประมาณทัวร์ครั้งนี้คนล่ะ 3000 บาท
ไปอย่างยาจกอยู่อย่างราชา
ขอบคุณครอบครัว ตันติวัฒนวัลลภ มา ณ ที่นี้ด้วย เลยได้เที่ยวอย่างสนุด
ได้เที่ยวกับทุกๆ คนสนุกมากๆ 05 marzo ผ้าเหลือง เมื่อวานได้มีโอกาสเข้าวัด ---> พูดเหมือนไม่เคยเข้าเลย
พอเห็นพระสงฆ์จะขึ้นสวด ก็รู้สึกว่ามันน่าปลื้มใจยังไงไม่รู้
นี่เราเคยบวชมาจะครบ 1 ปีแล้วหรอ อีกเดือนเดียวเท่านั้นเอง -----> บวชวันที่ 6 เมษายน 2547
พอพระเริ่มสวด พอถึงบทสวดที่เราสวดได้ก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาทันที
อยากกลับไปบวชอีกครั้ง -------> ไม่ได้โม้ จริงๆ นะ
มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ มันโหยหายังไงไม่รู้
ตอนบวชก็มีแต่ความรู้สึกดีๆ ได้สวดมนต์ทุกวัน ----> แม้ว่าปัจจุบันหลังจากบวชมาแทบไม่ได้สวดเลย
ตึกสวัสดิ์-ล้อม ตึกที่เป็นที่จำวัด ก็มีอะไรให้คิดถึง คิดถึงพระนวกะหลายๆ คน แม้ว่าอายุจะต่างกันแต่ก็รู้สึกสนิทกันมาก ได้ทำวัตรด้วยกัน สวดมนต์ ทำความสะอาด ขัดพระพุทธรูป บิณฑบาต ห้องที่จำวัดก็สวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน มีแค่เสื่อผืนเดียวตอนจำวัด ทั้งหมดเป็นการฝึกฝนตนเอง
ณ ช่วงเวลานั้นมันรู้สึกคิดถึงขึ้นมาจริงๆ เฮ้อ
26 febbraio บทละครได้ไปดูหนังเรื่อง Cassanova มา
ตอนแรกไม่เคยได้ยินชื่อเรื่องหรอก แต่พอไปหน้าโรงแล้วไม่มีอะไรน่าดูอ่ะ
เข้าโรงไป ไม่ค่อยมีคนดูเลย ชอบนะเพราะดูหนังต้องมีสมาธิไม่ชอบเด็กๆ
พอหนังฉายอย่างแรกที่ขัดใจเลย ทำไมใช้ฟ้อนท์อย่างนี้ สวยก็ไม่สวย ตัวแปลกๆ อีกต่างหาก ก็ดูๆ ไปได้เจอประโยคเปิดเรื่อง " A thousand paper one woman for one page" บันทึกหนึ่งพันหน้า สตรีหนึ่งนางต่อหนึ่งแผ่น โอ้ได้ใจมากเลย เป็นอะไรไม่รู้ชอบหนังที่มีประโยคแบบนี้อ่ะ มันแปลเป็นไทยแล้วเห็นภาพ ชอบจิงๆ
ดูไปเรื่อยๆ เจออีกช่วง กฎของ Cassanova 1. อย่าทุกข์เพราะผู้หญิงไม่ชอบทุกข์มั้ง จำไม่ค่อยได้
2. "Be the flame not the moth" จงเป็นไฟแต่อย่าเป็นแมงเม่า โอ้ โดนใจอีกแล้วชอบจริงๆ เห็นภาพเลย
แต่ดูๆ ไปมีมารมาผจญ มีคนเข้ามาทีหลังหนังฉายนานแล้ว เสียงดังอีก
"เหี้ย หนังอะไรวะไม่สนุกเลย" ----> แมร่งเข้าที่หลัง หนังก็ไม่ดู บ่นหาอะไรครับ
มันเหมือนไม่ดูเลย หนังขยับไปมา -----> อารมณ์ดูหนังเสียหมดเลย
หนังเรื่องนี้สำหรับคนอื่นอาจจะเฉยๆ แต่สำหรับผมแล้วแค่บทพูดดีๆ ที่ถูกใจหนังเรื่องนี้ก็สนุกแล้วอ่ะ
ชอบจิงๆ แนวนี้ อย่าง Phantom of The opera ก็ชอบนะเพลงเพราะดี ชอบๆ ดูแล้วมีพลังดี
04 febbraio ช่างซ่อมคอม.......พี่หมงงงงงง........ หมง.........
คอมมันเป็นยังงี้อ่ะ......
ทำไงดีอ่ะ.....
ประโยคเหล่านี้คุ้นหูมาก
ไอ้การซ่อมคอมนี่ทำให้เราได้รู้จักคนอื่นได้จริงๆ นะ
คนแรกตอนปี 2 คอมน้องตาลการไปซ่อมครั้งนี้ทำให้ได้รู้จักกับคนอื่นๆ อีกมากมายเป็นพวง + กับการไปซ่อมคอมตามห้อง
โบว์ นิด ตาล เน็ท ปัจจุบันนี้ โบว์ ตาล ยังเป็นลูกค้าอยู่
ไปซ่อมแล้วได้ขนมมาเป็นค่าตอบแทน ง่ำๆ + ได้เพื่อน ถ้าได้แฟนก็ดีนะ
บ้างทีก็ไม่ว่างอ่ะนะ แต่ทำไมไม่รู้ว่าถ้ามีคนมาเรียกไปซ่อมคอมนี่จะรับปากทันที (หน้าหม้อป่าววะ)
ซ่อมคอมให้หน่อยน้า....... พี่ช่วยหน่อยสิ.........
เอ่ออ.......... ก็ได้เอามาสิ
บ้างทีที่ไม่ได้รับปากแสดงว่ายุ่งจริงๆ
บางทีก็เบื่อๆ เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรทำดีแล้วต้องทำเสมอต้นเสมอปลาย (หรือหน้าหม้อก็ไม่รู้)
ตอนนี้ก็หิ้วโน๊ตบุ้คเพื่อนน้องตาลกลับมาบ้าน มาลงโปรแกรมให้ ก็เต็มใจทำครับ .... เลี้ยงข้าวสักมื้อก็ดี(ล้อเล่น)
ขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการนะครับ 03 gennaio +=+ การมองคนกับการถ่ายรูป +=+
ก็เริ่มเล่นกล้องมานานพอดูแล้วแต่ตอนแรกๆ ก็ถ่ายไม่ได้เรื่องอะไร เพราะถ่ายอะไรก็ถ่ายตรงๆ ไม่สนรายละเอียดเล็กๆ
แต่พอผ่านไปเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น หามุมที่ถ่ายรูปสวยได้ รู้วิธีการถ่ายรูป เมื่อตอนคริสมาสถ่ายรูปไปก็คิดถึงหัวข้อนี้ขึ้นมาได้
การมองคนก็เหมือนกับการถ่ายรูป
+อย่าถ่ายอะไรตรงๆ ถ้าวัตถุนั้นไม่ได้สวยทุกๆ มุมมอง
-เหมือนกับการมองคนถ้าคนคนนั้นไม่ดีจริง เรามองผ่านๆ ไปหรือมองด้านเดียวก็อาจจะคิดว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเลย
+ให้เดินหามุมด้านข้าง มุมก้ม มุมเงย อาจจะเจอมุมที่น่าสนใจขึ้นมา
-เหมือนกับการมองด้านที่ดีของคน คนนี้หน้าตาอาจจะไม่ถูกใจเราแต่ถ้าเรามองนิสัยเขาล่ะ อาจจะถูกใจเราก็ได้
+หรือให้ซูมเข้าไปถ่ายเฉพาะจุด อาจได้ภาพที่แปลกตาขึ้นมา
-เหมือนกับนิสัยของคน ถ้าเรามองกว้างๆ คนนี้อาจจะนิสัยไม่ดีเราไม่ชอบ เราก็มองแต่ส่วนที่ดีของเขาเราก็จะเห็นเขาดีขึ้นมาทันตาเห็น
+หาฉากหลังมาเพิ่มเพื่อเพื่อเพิ่มความน่าสนใจของวัตถุ
-เมื่อเรามองคน เราอาจเห็นว่าเป็นบุคคลที่ธรรมดาไม่มีอะไรที่น่าสนใจ แต่ถ้าเรารู้ประวัติของคนคนนั้นเราก็จะเห็นคนคนนั้นดีขึ้นมา
+เปลี่ยนเวลาในการถ่ายภาพ ถ่ายตอนเช้าไม่สวยอาจเปลี่ยนมาถ่ายตอนเย็น
-เหมือนกับการที่เราต้องรู้ว่าคนคนนั้นเป็นคนแบบไหนเข้ากับสถาณการณ์ไหนได้ดีกว่า คนนั้นอาจดูไม่ดีในบางสถาณการณ์ แต่ถ้าอยู่ในอีกสถาณการณ์หนึ่งก็อาจจะเห็นคนนั้นเป็นคนดีขึ้นมา
+อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ
-ก็เหมือนกับคนมองถ้าคนมองไม่มีความสามารถก็จะไม่เห็นจุดดีของคนนั้น
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความคิดที่แล่นเข้ามาตอนถ่ายภาพ พอเอามาคิดดู อืม... ทำให้คิดได้ว่าเราควรมองคนในหลายๆ ด้าน การที่จะเห็นคุณค่าของคนๆ นั้นก็ต้องมีหลายๆ องค์ประกอบมาเป็นส่วนร่วมด้วย
|
||||||||
|
|